EPG มองครึ่งปีหลังโตต่อเนื่อง/เตรียมจ่ายปันผล 8 ธ.ค.นี้

รศ.ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG เปิดเผยว่า แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มชะลอลงอย่างต่อเนื่องทั้งในปีนี้และปีหน้า อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าในไตรมาสที่ 3 และ 4 ปีบัญชี 65/66 (ต.ค.65 – มี.ค.66) ยอดขายยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยทั้งปีบัญชี 65/66 (เม.ย.65 – มี.ค.66) คาดว่ายอดขายจะเติบโตที่ 10 – 15% และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 29 – 32% มาจากการดำเนินงานของ 3 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ Aeroflex เติบโตจากความต้องการสินค้าฉนวนยางที่มีคุณภาพสูง รวมถึงบริษัทสามารถขยายตลาดไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรม Ultra Low Temperature Insulation และ ระบบ Air Ducting system สำหรับในประเทศไทย เอเชีย และ Middle East มีคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง สามารถขยายตลาดในยุโรป เนื่องจากฉนวนที่มีคุณสมบัติช่วยประหยัดพลังงานเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น

ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeroklas ยอดขายมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากคำสั่งซื้อของกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยคาดว่าการเติบโตเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ บริษัทเร่งอัตราการใช้กำลังการผลิตเพื่อส่งมอบส่งสินค้าให้กับค่ายยานยนต์ที่เริ่มมีการผลิตต่อเนื่อง

ขณะที่ธุรกิจในออสเตรเลียยอดขายชิ้นส่วนอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์ ยอดขายอาจจะชะลอตัวลงเนื่องจากความล่าช้าในการส่งมอบรถใหม่ การขาดแคลนแรงงาน และสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม บริษัทรับรู้รายได้จากการซื้อกิจการ 4 Way Suspension Products Pty. Ltd ออสเตรเลีย ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปีบัญชี 65/66 (ก.ค.65 – ก.ย.65) บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนธุรกิจ โดยเร่งให้เกิด synergy ในกลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ภายใต้แบรนด์ EPP คาดว่าจะเติบโตดีขึ้น จากคำสั่งซื้อต่อเนื่องจากลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม และบรรจุภัณฑ์รุ่นใหม่ที่จะทยอยนำออกสู่ตลาด โดยเน้นคุณภาพ ความปลอดภัย สามารถใช้งานกับไมโครเวฟ และ รีไซเคิลได้

สำหรับบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมฉนวนกันความร้อน/เย็น และกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งได้รับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นและหลากหลายขึ้น นอกจากนี้ บริษัทเริ่มได้รับผลประโยชน์จากราคาวัตถุดิบกลุ่มปิโตรเคมีที่ปรับตัวลดลง รวมทั้งค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทยอยปรับตัวลดลง

สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปีบัญชี 65/66 (ก.ค.65 – ก.ย.65) บริษัทมีรายได้จากการขาย 3,250 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.3% จากไตรมาสที่ผ่านมา มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 31.4% และมีกำไรสุทธิรายไตรมาสที่ 385 ล้านบาท ลดลง 6.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนแต่ปรับเพิ่มขึ้น 67% จากไตรมาสที่ผ่านมา

ขณะที่งวด 6 เดือนของปีบัญชี 65/66 (เม.ย 65 – ก.ย.65) มียอดขาย 6,094 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขาย 5,914 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 3% มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 32.1% และ มีกำไรสุทธิ 616 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 862 ล้านบาท หรือ ลดลง 28.6%

รศ.ดร.เฉลียว กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 65 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานสิ้นสุด 30 ก.ย. 65 ในอัตราหุ้นละ 0.11 บาท (สิบเอ็ดสตางค์) รวมเป็นจำนวนเงิน ทั้งสิ้น 308 ล้านบาท โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่จะมีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 28 พ.ย.65 และ กำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 8 ธ.ค.65